หน้าหลัก > โรงไฟฟ้าขนอม  > อุตสาหกรรมไฟฟ้าในภาคใต้
 
   
 
 

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าภาคใต้ ในปี 2550  หลังจากการปรับปรุงระบบสายส่ง จาก 115 กิโลโวลต์ เป็น 230 กิโลโวลต์ เชื่อมโยง ไฟฟ้าภาคกลาง-ภาคใต้(บางสะพาน1-ชุมพร-สุราษฎร์ธานี) แล้วเสร็จก็สามารถแก้ปัญหาข้อจำกัด ความสามารถในการถ่ายเทพลังงานไฟฟ้าและเป็นการเพิ่มความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในภาคใต้หาก เครื่องกำเนิดไฟฟ้าในภาคใต้ขัดข้องแต่ต้องส่งไฟฟ้าลงภาคใต้ในขณะนั้นไม่เกิน 400 เมกะวัตต์ 
และในปี 2551 โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมภาคใต้(จะนะ) 731 เมกะวัตต์ นำเข้าใช้งานทำให้ระบบ ไฟฟ้าในภาคใต้มั่นคง ขณะที่ ปี 2552  ภาคใต้มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเท่ากับ 2,041.2 เมกะวัตต์  ในขณะที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าหลักพร้อมจ่ายในภาคใต้ 2,237.3 เมกะวัตต์ และมีกำลังผลิตสำรองและถ่ายเทจากที่อื่น 1,234.0 เมกะวัตต์ รวมกำลังผลิตพึงได้ในภาคใต้ 3,471.3 เมกะวัตต์  แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของภาคใต้มีโรงไฟฟ้าจะนะ  800 เมกะวัตต์ ปี 2557 และโรงไฟฟ้าใหม่ ภาคใต้ 800 เมกะวัตต์ ปี 2559

 
 
 
 

โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้หรือโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ด เป็นส่วนหนึ่งของภาคใต้ ประกอบไปด้วย 5 จังหวัด ได้แก่  สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ และ นครศรีธรรมราช หลักสำคัญของการพัฒนาโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ดเอื้ออำนวยโดยปัจจัยของ Landbridge  ซึ่งเป็นระบบการขนส่งที่เชื่อมต่อระหว่างท่าเรือน้ำลึก 2 ท่า  โดยทางเชื่อมต่อความเร็วสูง  เช่น  ถนน  รางรถไฟ  และท่อส่งน้ำมันข้ามระหว่างชายฝั่งภาคพื้นดินของประเทศไทย  ดังนั้นการก่อกำเนิดของโครงสร้างแบบ Landbridge นี้จึงเป็นปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อ     โครงสร้างการคมนาคมเพื่อเปิดเส้นทางสู่การค้าขายระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ บมจ. ปตท. ยังได้ทำการศึกษาถึงความเป็นไปได้เบื้องต้นสำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับปิโตรเลียม โดยประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบคือ โครงการขนส่งน้ำมันดิบ โครงการกลั่นน้ำมัน โครงการด้านอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลภาคใต้ดังกล่าว นับว่ามีความสำคัญเพราะถือว่าเป็นโครงการนำร่องที่เอื้อให้มีแรงจูงใจในการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องรายอื่นๆ ตามมา และจะเห็นได้ว่ามีผลทำให้เกิดความต้องการไฟฟ้าในบริเวณพื้นที่ภาคใต้อย่างมากในอนาคต

 
     
   
 

นับตั้งแต่ปี 2530 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของประเทศได้มีการขยายตัวในอัตราที่สูงมากทำให้ความต้องการไฟฟ้าในภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่ปี 2534 - 2543 นับว่ามีอัตราที่สูงมาก โดยเฉลี่ยประมาณร้อยละ 9.01 ทั้งนี้เป็นผลมาจากการขยายตัวเพิ่มขึ้นทั้งทางด้านอุตสาหกรรม และด้านการพาณิชยกรรม โดยในปี 2551 ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในภาคใต้เป็น 1,944.9 เมกะวัตต์ ปี 2552  ความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดในภาคใต้เป็น 2,041.2 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปี 2551 เท่ากับ 96.3 เมกะวัตต์ หรือร้อยละ  4.95

 
     
 
 
 
 
 
   
 

กำลังการผลิตไฟฟ้าภาคใต้ปัจจุบัน (สิ้นเดือนธันวาคม 2552)  มีจำนวน 3,471.3 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยกำลังผลิตหลัก  2,237.3 เมกะวัตต์ กำลังผลิตสำรองและถ่ายเทจากที่อื่น 1,234.0 เมกะวัตต์

 
     
 
 
 
  หมายเหตุ  :   รายงานสถานภาพระบบภาคใต้ปี 2552
    1/ โรงไฟฟ้าจะนะ  (COD) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2551                
    2/ โรงไฟฟ้า  SRT- GT  เป็น รฟ. Standby
    3/ เพื่อรองรับ FLC. ของ HVDC. และ N-1
    4/ เพิ่มขึ้นจากการทดลองซื้อไฟ TNB
     
 
   
  การผลิตพลังงานไฟฟ้าของ กฟผ. ในภาคใต้ในปี 2552 เท่ากับ 12,938.85 ล้านหน่วย เทียบกับปี 2551  (12,567.93 ล้านหน่วย) เพิ่มขึ้น 370.59 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.95 ได้จากที่ กฟผ. รับซื้อจากโรงไฟฟ้าขนอม ร้อยละ 43.61  โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมจะนะร้อยละ  32.08   สายส่งเชื่อมโยงภาคกลาง-ภาคใต้ร้อยละ 14.90  โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ร้อยละ 6.05  ซื้อมาเลเซียร้อยละ 2.10  โรงไฟฟ้ากระบี่ 1.07  โรงไฟฟ้ากังหันก๊าซสุราษฎร์ธานี และพลังงานนอกรูปแบบ ร้อยละ 1.62  
 
 
 

จากตารางสัดส่วนการผลิตพลังงานไฟฟ้าในภาคใต้แสดงให้เห็นถึงการขยาย และพัฒนาการผลิตพลังงานไฟฟ้าในเขตภาคใต้ได้มีการเปลี่ยนไปจากเดิม โดยจะเห็นได้จากการผลิตพลังงานไฟฟ้าในปี 2531 - 2536 นั้น ส่วนใหญ่ได้มาจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใช้น้ำมันเตา และพลังงานจากภาคกลางถึงประมาณร้อยละ 72 จากทั้งหมด สำหรับปี 2537 การผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มีการพัฒนาโดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต และเพื่อให้เหมาะสมกับระบบไฟฟ้า และสภาพภูมิศาสตร์ของภาคใต้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าในปี 2537 พลังงานไฟฟ้าส่วนใหญ่นั้นได้มาจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนที่ใช้ก๊าซธรรมชาติสูงถึงประมาณร้อยละ 37.49 และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนใช้น้ำมันเตาประมาณ ร้อยละ 22.57  ทั้งนี้พลังงานไฟฟ้าที่ได้มาจากภาคกลางได้ลดลงมาเหลือร้อยละ 12.45 เท่านั้น  ในปี 2539 ได้มาจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อน และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติมากถึง 5,107.11 ล้านหน่วย  คิดเป็นร้อยละ 85.31 จากทั้งหมด

ในปี 2543 สัดส่วนการผลิตได้มาจากการซื้อกระแสไฟฟ้าจาก โรงไฟฟ้าขนอม 5,468.02 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ 73.20 ในปี 2544 สัดส่วนการผลิตได้มาจากการซื้อกระแสไฟฟ้าจาก โรงไฟฟ้าขนอม 6,008.73 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ 73.87 สำหรับปี 2545 สัดส่วนการผลิตได้มาจากการซื้อกระแสไฟฟ้าจาก โรงไฟฟ้าขนอม 5,546.27 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ 63.62 เพิ่มขึ้นเป็น 6,133.39 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ 66.91 ในปี 2546   เป็น 5,975.54 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ 62.75 ในปี 2547 เป็น 6,273.47 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ  59.11 ในปี 2548   เป็น 5,348.73 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ  47.14 ในปี 2549   เป็น 6,006.34  ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ  42  ในปี 2550    เป็น 5,577.13 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ 44.38 ในปี 2551  และเป็น 5,642.05 ล้านหน่วย คิดเป็นร้อยละ  43.61.  ในปี 2552

 
     
 
 
 
สัดส่วนการผลิตพลังงานจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อน และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ  รวมส่วนที่ซื้อจากโรงไฟฟ้าขนอม
  ในช่วง 19 มิ.ย.ถึง 30 ก.ย. 2539 จำนวน 1,295.13  ล้านหน่วย
ข้อมูลปี 2550-2552 จากรายงานสรุปสถานระบบภาคใต้ ฝ่ายควบคุมระบบกำลังไฟฟ้า ศูนย์ควบคุมกำลังไฟฟ้าลำภูรา
   
 
 
 
 

 

หน้าหลัก   :   ข้อมูลองค์กร   :   การกำกับดูแลกิจการ   :   โรงไฟฟ้าขนอม   :   ความรับผิดชอบต่อสังคม   :   ข้อมูลทางการเงิน   :   ข่าวและความเคลื่อนไหว   :   ติดต่อเรา   :    ผังเว็บไซต์